โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ ตอน วัด Aksheswar Mahavihar


จดหมายจากเนปาล


โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ

ฉบับที่ ๑

๒๐ ก.พ. ๒๕๖๒

ตอน วัด Aksheswar Mahavihar


      “เขาเกิดมาพร้อมกับความเป็นฮินดู แต่พอศึกษาประวัติศาสตร์ เขาจึงได้รู้ว่าบรรพบุรุษของเขา คือ “พุทธ” เขาจึงกลับมาเป็นพุทธ ช่วยกันสร้างวัดพุทธ แต่เป็นวัดพุทธที่ไม่มีพระ มีแต่ฆราวาสที่หัวใจเป็นพระดูแลรักษาวัดอยู่”


     ทีมที่เดินทางไปเนปาลในวันนี้ น่าจะเป็นทีมที่ใหญ่ที่สุด เพราะประกอบไปด้วยพระภิกษุ ๓๐​ รูป เจ้าหน้าที่-อาสาสมัคร ทั้งชายหญิงรวมกันอีก ๒๔ คน รวมเป็น ๕๔ รูป/คน



      หมู่คณะของเราออกเดินทางจากวัดพระธรรมกายตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ น. เมื่อไปถึงสนามบินดอนเมือง ก็มีคณะเจ้าภาพที่นำโดย กัลฯสุพัฒน์ ภัทรวรกุลวงศ์ มาคอยต้อนรับ เมื่อเช็คอิน เสร็จ ก็เป็นเจ้าภาพเลี้ยงภัตตาหารเช้า และร่วมถวายปัจจัยส่วนหนึ่งสำหรับเป็นค่าใช้จ่าย ในการทำงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศเนปาล




     หมู่คณะเราขึ้นเครื่องเมื่อเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. โดยเที่ยวบิน Thai Lion air  DMK B74 ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ ๓​ ชั่วโมง


      ข้าพเจ้า นั่งติดกับท่านศิริมงคล สิริมงฺคโล ประธานสงฆ์ของศูนย์ IDOP ท่านนั่งติดหน้า ต่างฝั่งซ้าย ข้าพเจ้านั่งถัดมา เมื่อใกล้ถึงสนามบินเมืองกาฐมัณฑุ ซึ่งเป็นเป้าหมาย ท่านศิริมงคล ชี้ให้ข้าพเจ้าดูเทือกเขาเอฟเวอร์เรส ซึ่งถ้าไม่สังเกตุจะนึกว่าเป็นเมฆ เพราะถูกปกคลุมด้วยหิมะ ก็เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็น ก็ถ่ายรูปเก็บไว้



      เมื่อถึงภาคพื้นดิน หลังจากผ่านการตรวจคนเข้าเมือง หมู่คณะก็แบ่งออกเป็น ๒​ กลุ่ม

     กลุ่มแรก ไปพักที่ ... ซึ่งประกอบไปด้วย ทีมอบรมอาสาสมัคร ทีมต้อนรับเจ้าภาพ ทีมพิธี กรรมงานบวชบางส่วน และทีมบ้านต้นบุญ

     กลุ่มสอง ไปพักที่วัด Aksheswar Mahavihar ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายวัชรยาน ซึ่งประกอบไปด้วย ทีมงานพระติวเตอร์ ทีมกองอำนวยการ  และข้าพเจ้าก็ไปกับกลุ่มนี้ด้วยรถบัส ปรับอากาศขนาด ๔๐ ที่นั่ง



     วัด Aksheswar Mahavihar ตั้งอยู่บนเขา รถบัสไปส่งได้แค่ทางขึ้นเขา หมู่คณะจึงต้อง หอบหิ้วข้าวของเดินขึ้นเขาไปประมาณ 100 เมตร



      หลังจากเข้าที่พักแล้ว ข้าพเจ้าก็ทำงานทันที งานแรกคือ การสรุปงบประมาณ ว่าตอนนี้เรามีอยู่เท่าไหร่ และจะต้องจ่ายอะไรวันไหนบ้าง ตอนนี้เรายังขาดงบประมาณอีกด้วยตัว เลข ๗ หลัก ถ้าว่าไปก็เป็นการทำงานที่วัดบุญกันจริงๆ เพราะงบประมาณที่ตั้งไว้ล่วงหน้ามีแต่ตัว เลขเป็นส่วนใหญ่ ส่วนตัวเงินจริงมีน้อยกว่านั้นมาก

     เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น.​ ก็มีการประชุมกัน พระอาจารย์ถาวร ถาวโร หนึ่งในคณะกรรมการทำงาน ได้ออกมากล่าวต้อนรับ แล้วเล่าประวัติของวัด  Aksheswar Mahavihar ให้ฟังว่า วัดนี้สร้างมากว่า ๑,๔๐๐ ปีแล้ว เกิดจากชาวเนปาลในยุคนั้น (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวศากยะ) “เขาเกิดมาพร้อมกับความเป็นฮินดู แต่พอศึกษาประวัติศาสตร์ เขาจึงได้รู้ว่าบรรพบุรุษ ของเขา คือ “พุทธ” เขาจึงกลับมาเป็นพุทธ ช่วยกันสร้างวัดพุทธ แต่เป็นวัดพุทธที่ไม่มีพระ มีแต่ฆราวาสที่หัวใจเป็นพระดูแลรักษาวัดอยู่” ที่สำคัญคือ เราเป็นพระ ชุดแรกที่เข้ามาพักในวัดนี้ ในรอบ ๑,๔๐๐ ปี



      เมื่อหมู่คณะของเรามาถึง พอรู้ว่าเรามาเพื่อทำงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนนี้ แม้เราจะเป็นเถรวาท เขาเป็นวัชรยาน แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ให้ที่พักเราถึง ๗ ห้อง

     เมื่อเรามาพัก ก็ช่วยกันทำความดีสากล คือ ทำความสะอาดวัด เขาเห็นก็เกิดศรัทธา จึงค่อยๆให้เราใช้ทีละห้อง ทีละห้อง จนตอนนี้ใช้หมดทุกห้อง จนตอนนี้เริ่มขยับไปใช้นอกวัด แล้ว นี่คืออานุภาพของความดีสากลจริงๆ



      เล่าประวัติของวัด Aksheswar Mahavihar แล้ว ก็เล่าการทำงานที่ผ่านมา และที่กำลัง จะทำต่อไปในอีกไม่กี่วัน และมีการแนะนำทีมงานต่างๆ ที่มาช่วยกันด้วยหัวใจ

     ข้าพเจ้ารอจังหวะอยู่ที่จะพูดเหมือนกัน เมื่อโอกาสมาถึง ก็พูดในเรื่องที่อยากพูด คือเรื่องงบประมาณ เนื่องจากเราอยู่เรือลำเดียวกันแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องปิดบังอะไรกันอีก ก็บอกไปตรงๆ เลยว่าเรายังขาดงบประมาณในการทำงานอยู่เท่าไหร่ และขอให้ทุกรูปทุกคน ช่วยๆ กัน ตั้งแต่บอกบุญเจ้าภาพโดยตรง หรือไม่ก็ช่วยกันถ่ายรูปและเขียนความประทับใจในการ ทำหน้าที่แล้วส่งข้อมูลมายังกองกลาง ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่รวบรวบรวม เรียบเรียงและกระจายข่าวให้



      มาวันนี้ข้าพเจ้ามีพระมหาสิริราชธาตุ รุ่น ดูดทรัพย์ อยู่ทั้งหมด ๒๖ องค์ ของมอบให้กับ โครงการ เพื่อไว้เป็นของที่ระลึกให้กับผู้มีบุญชาวเนปาล ที่จะสละปัจจัยเข้าร่วมโครงการนี้ หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็นำพระมหาสิริราชธาตุไปถวายให้กับ พระอาจารย์ถาวร ถาวโร ต่อจากนั้นก็ มีพระที่นั่งประชุมอยู่ด้วย ๒-๓ รูป ร่วมนำของที่ระลึกมาถวายร่วม และมีการถวายปัจจัยร่วมบุญอีกบางส่วน



      จบจากการประชุม เมื่อเวลาประมาณ ๒๑.๓๐ น. ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะมานั่งเขียนจดหมาย จากเนปาล แต่รู้สึกปวดต้นคอจัง ไม่รู้เป็นเพราะอากาศที่หนาวของที่นี่หรือเปล่า (๑๒ องศา) จึงตัดสินใจนอนพักดีกว่า แล้วจึงค่อยตื่นเช้ามาเขียนเอา

     ๐๓.๐๐ น. ก็ลุกจากที่นอน ทำภารกิจส่วนตัวแล้ว ก็มานั่งเขียนจดหมายฉบับนี้


P C

๐๔.๓๔ น. (เวลาเมืองไทย)

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จดหมายจากเนปาล ตอน วัดทอง (Golden Temple) และ สามเณร