โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ ตอน วันบรรพชา

จดหมายจากเนปาล

โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ

ฉบับที่ ๑๐

๑ มี.ค. ๒๕๖๒

ตอน วันบรรพชา


ภาพพระเดชพระคุณพระมหาโพธิวงศาจารย์ นั่งกลางแจ้ง เป็นทั้งประธานสงฆ์ และ เป็นทั้งพระอุปัชฌาย์ ให้กับนาคธรรมทายาทที่วิหารมายาเทวี อย่างสง่างาม ที่เราเห็นในสื่อหลักนั้น จะมีใครสักกี่คนที่จะทราบว่า อุณหภูมิอากาศในตอนนั้นคือ ๕ องศาเซนเซียส



ข้าพเจ้า รู้สึกเคารพและศรัทธาเลื่อมในตัวท่านยิ่งนัก อายุท่านก็ ๗๓ แล้ว แต่มีน้ำอด น้ำทนมากกว่าข้าพเจ้าเสียอีก

เมื่อคืน (๒๘ ก.พ. ๖๒) เรามีมติในที่ประชุมว่า พระจะไม่สวมอังสะแขนยาว เพราะคาดว่า ไม่น่าจะหนาวนักพออดพอทนกันได้ แต่พอมาถึงเช้าจริงๆ ต้องเปลี่ยนมติอย่างกระทันหัน เพราะ อุณหภูมิจาก ๑๓ องศา ในตอนกลางคืน ลดลงมาเป็น ๕ องศา ในตอนเช้า

สำหรับตัวข้าพเจ้าคือ ป่วยทันที เพราะไม่คุ้นกับความหนาวเย็นขนาดนั้น กว่าอาการจะดีขึ้นก็ประมาณ ๙ โมงเช้า จึงค่อยเดินทางไปร่วมงาน

ระยะทางจากวัดเกาหลี ถึง วิหารมายาเทวี (สถานที่จัดงานบรรพชา) นั้น ประมาณ ๒ กิโลเมตร ซึ่งเมื่อวาน (๒๘ ก.พ. ๖๒) ข้าพเจ้าเดินไปเดินกลับที่นั่นอย่างสบายๆ จึงไม่รู้สึกว่าไกล แต่วันนี้มีอาการเร่งรีบนิดหน่อยจึงมีความรู้สึกว่าทำไมมันไกลจัง

ระหว่างเดินไป ก็จะมีชาวเนปาล ๒-๓ คน ที่เห็นข้าพเจ้า บางคนก็ทักว่า “พระอาจารย์” แล้วก็ต่อด้วยภาษาที่ข้าพเจ้าฟังแล้วไม่เข้าใจ บางคนก็ทักว่า “สวัสดี พระอาจารย์” ข้าพเจ้า ก็ตอบกลับไปว่า “สวัสดี ครับ”

เมื่อไปถึงวิหารมายาเทวี พิธีขอบรรพชาก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ธรรมทายาททุกคนมีอังสะ พาดเฉวียงอยู่บนไหล่ซ้าย กำลังทยอยออกจากบริเวณรอบวิหารมายาเทวี เพื่อที่จะไปครองผ้า

ช่วงเวลานี้แดดร้อน แต่อากาศหนาว บางคนจึงพอใจที่จะหลบแดดอยู่ในเต้นท์ บางคนก็พอใจที่จะนั่งอยู่กลางแดด สำหรับตัวข้าพเจ้าพอใจที่จะนั่งอยู่กลางแดดมากกว่า เจอทั้งร้อน ทั้งหนาวในเวลาเดียวกันแบบนี้ ไข้ตอนเช้าที่ลดลงก็กลับมาขึ้นอีก จะดื่มน้ำมากๆ ก็ไม่กล้า เพราะกลัวเข้าห้องน้ำบ่อย ก็ได้แต่ทนๆ เอา ยิ่งเห็นพระอุปัชฌาย์คือ พระเดชพระคุณพระมหาโพธิวงศาจารย์ ท่านกำลังรับแขกอยู่ในเต้นท์ ข้าพเจ้าคิดว่า ท่านอายุ ๗๓ แล้ว ยังทนได้เลย เราแค่ ๕๐ เองก็ต้องทนได้น่ะ




เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. ธรรมทายาทในชุดธงชัยของพระอรหันต์ ก็ทยอยเดินเป็นแถว และเข้าไปนั่งในพื้นที่รอบวิหารมายาเทวี อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นพระเดชพระคุณ พระมหาโพธิวงศาจารย์ ก็ลุกขึ้นจากเต้นท์ ไปเป็นประธานสงฆ์ และเป็นพระอุปัชฌาย์ บรรพชาเหล่าธรรมทายาท ให้เป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา



เสร็จพิธีบรรพชา ก็ต่อด้วยถ่ายรูปหมู่ แล้วแยกย้ายกันไปรับประทานอาหาร สำหรับสามเณรธรรมทายาท จะไปฉันที่วัดเนปาลที่อยู่ใกล้ๆ ส่วนพระอุปัชฌาย์ และพระเถระผู้ติดตามท่านไปฉันภัตตาหารที่วัดไทยลุมพินี

ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า ที่สวนลุมพินีประเทศเนปาลนั้น มีทั้งวัดไทย วัดจีน วัดเกาหลี วัดเนปาล วัดทิเบต หมู่คณะของเราไปขอความอนุเคราะห์จากวัดเนปาล  ว่าขอใช้สถานที่ของท่านเป็นที่ฉันภัตตาหารเพลของสามเณรธรรมทายาท ซึ่งท่านก็ให้ ความอนุเคราะห์ด้วยความยินดี ไม่ใช่ขอเฉพาะที่ฉัน แต่ขอใช้ห้องน้ำด้วย ซึ่งเจ้าอาวาสท่านก็ให้



ข้าพเจ้าและทีมงานพระอาจารย์พระพี่เลี้ยงขอเข้าไปฉันในวิหารที่ท่านใช้รับแขกประจำ ท่านก็ให้อีก ข้าพเจ้าจึงมีความรู้สึกอยากจะไปกราบขอบคุณท่าน ก็ให้พระเราที่เป็นชาวเนปาลองค์หนึ่ง ช่วยไปสอบถามอายุพรรษาท่านหน่อย ก็ทราบว่า พรรษาเท่ากับข้าพเจ้า จึงได้แต่บอกให้พระที่พรรษาน้อยกว่าว่า หากฉันเสร็จ ก็ขอให้ไปกราบขอบคุณท่านนะ



ฉันยังไม่ทันเสร็จ สามเณรธรรมทายาทที่ฉันเสร็จแล้ว ก็ทยอยเข้ามาในวิหาร พอเห็นเจ้าอาวาสวัดเนปาล ก็เข้าไปกราบแสดงความเคารพ ซึ่งท่านก็ให้ทักทาย และพรตามแบบฉบับของท่าน เนื่องจากเป็น ชาวเนปาลด้วยกัน จึงสื่อสารกันเข้าใจ (ทำให้เราไม่มีโอกาสกราบท่าน) ไปๆ มาๆ เจ้าอาวาสวัดเนปาลท่าน ได้ลูกศิษย์สามเณรชาวเนปาล เป็นจำนวนมาก โดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่เปิดวัด ต้อนรับให้หมู่คณะเรามาใช้สถานที่เท่านั้นเอง ... โอ..​อานิสงส์ของการต้อนรับปฏิสันถาร มันเป็นเช่นนี้เอง



กิจกรรมวันนี้ยังไม่จบ ภาคบ่ายมีพิธีถวายบาตร ภาคค่ำมีพิธีจุดโคมประทีป แต่ข้าพเจ้ามี ภารกิจที่เมืองปาฏัน จึงไม่ได้อยู่ร่วมงาน พอเสร็จภัตตกิจ ก็เดินกลับที่พักเพื่อไปเตรียมตัว

ระหว่างทาง เห็นสามเณรธรรมทายาทรูปหนึ่ง กำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ ตามความรู้สึกของข้าพเจ้า มันช่างเป็นภาพที่งดงามมาก เพราะมันเป็นภาพธรรมชาติ ที่ไม่มีการ Make ถ่ายอะไรแต่อย่างใด จึงได้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ องค์นี้น่าจะเป็น ๑ ใน ๑,๐๐๐ ของสามเณรทั้งหมดที่ทำแบบนี้โดยที่ไม่ต้องให้มีใครมาบอกมาสั่งแต่อย่างใด



เวลา ๑๗.๓๐ น. ข้าพเจ้าเดินทางออกจากลุมพินี มาเมืองปาฏัน  ด้วยสายการบิน Buddha Air โดยใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาที จากนั้นก็เข้าพักที่วัด Aksheswar Mahavihar เมื่อถึงเวลาพักผ่อน ก็พักผ่อนพร้อมกับอุปกรณ์กันความหนาวมากมาย

ประมาณ ๐๕.๐๐ น. ก็เริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้ แต่ความรู้สึกในการเขียนจะแตกต่างจาก ฉบับก่อนๆ นิดนึง เพราะฉบับก่อนๆ ข้าพเจ้าเขียนด้วยความรู้สึกสนุก แต่ฉบับนี้ข้าพเจ้าเขียนด้วย ความรู้สึกปลื้มปีติ ตั้งแต่ต้นจนจบ


P C

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จดหมายจากเนปาล ตอน วัดทอง (Golden Temple) และ สามเณร