โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ ตอน อินเดีย-เนปาล
จดหมายจากเนปาล
โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ
ฉบับที่ ๗
๒๖ ก.พ. ๒๕๖๒
ตอน อินเดีย-เนปาล
วันนี้ ธรรมทายาทและทีมงานเกือบทั้งหมดต้องเดินทางไปเมืองลุมพินี ส่วนใหญ่ไปรถ Bus ซึ่งมีทั้งหมด ๑๕ คัน และใช้เวลาเดินทางประมาณ ๘ ชั่วโมง ส่วนข้าพเจ้า เอาเปรียบเขานิดนึง คือ บินไป ใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาที
ไฟลท์บินของข้าพเจ้าคือ Buddha Air (เขาเอาชื่อพระพุทธเจ้ามาเป็นชื่อสายการบิน) เวลาบินคือ ๑๗.๑๕ น. ข้าพเจ้าจึงออกจากวัด Aksheswar Mahavihar ซึ่งเป็นที่พัก เมื่อเวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. เพื่อไปสนามบิน
ทีมงานที่ไปไฟลท์เดียวกับข้าพเจ้าคือ พระชาย อภินนฺโท และ คุณ Mandas Maharjan ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากอาสาสมัครท่านหนึ่ง ขับรถ(เก๋ง) ไปส่ง จนกระทั่งใกล้ถึงสนามบิน ข้าพเจ้าจึงค่อยได้ทราบว่า อาสาสมัครที่ขับรถไปส่งข้าพเจ้ากับทีมงานนั้นคือคุณ Rajesh Shakya ประธานวัด Aksheswar Mahavihar .. อ้าววว คนที่ขับรถมาส่งเราคือเจ้าอาวาสหรือนี่
พอถึงเวลาเช็คอิน เจ้าหน้าที่เขาขยับให้เราไปไฟลท์บินที่เร็วขึ้น ๔๕ นาที (๑๖.๓๐ น.) ซึ่งเครื่องบินลำนี้เป็นลำขนาดเล็ก มี ๗๒ ที่นั่ง ข้าพเจ้านั่งเลขที่สุดท้าย อยู่หลังสุดติดหน้าต่าง ทางขวา จึงได้มีโอกาสชมดูภูมิประเทศของเนปาลจากบนเครื่อง และถือโอกาสถ่ายรูปเก็บไว้
จากบนเครื่องบิน ข้าพเจ้าเห็นบ้านเรือนที่อัดแน่นกันเป็นบริเวณกว้างใหญ่ในที่ราบ ของหุบเขา บินไปสักพักก็เห็นเทือกเขาที่สูงชันและสลับซับซ้อน ต่อมาก็เห็นผืนนาเป็นบริเวณกว้างใหญ่อีก เหมือนแผ่นดินนี้ถูกจัดหมวดไว้ ว่าตรงนี้เป็นบ้าน ตรงนี้เป็นภูเขา และ ตรงนี้เป็นไร่นา
ถึงสนามบินที่เมืองลุมพินีแล้ว ก็ต่อรถแท็กซี่ไปที่พัก ขณะกำลังเดินทาง คุณ Mandas Maharjan ทีมงานที่มาด้วยกัน ก็เล่าประวัติศาสตร์ของเนปาลในแง่มุมต่างๆ ให้ฟัง (คุณ Mandas เป็นชาวเนปาล สื่อสาร เนปาล-ไทย-อังกฤษ ได้ เพราะเคยบวชอยู่ที่เมืองไทยหลายปี) โดยเฉพาะช่วงที่ถูกอินเดียปิดด่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘
เนื่องจากเนปาล ไม่มีทางออกทะเล สินค้าที่นำเข้าเกือบทุกอย่างต้องผ่านอินเดีย พออินเดียปิดด่าน ข้าวของเครื่องใช้ก็ขาดแคลน ที่มีอยู่ก็ราคาพุ่งขึ้น ๒-๓ เท่า สินค้าบางอย่างเช่น น้ำมัน รัฐบาลต้องออกกฎหมายชั่วคราว ให้ประชาชน มีน้ำมันได้ในปริมาณจำกัด
ข้าพเจ้าถามคุณ Mandas ว่า “แล้วอินเดียทำอย่างนั้นทำไม” คุณ Mandas ก็บอกว่า อินเดีย หวังให้ประชาชนชาวเนปาลไม่พอใจรัฐบาล แล้วก็ลุกฮือขับไล่ ถึงตอนนั้น อินเดียก็จะมีข้ออ้าง ในการนำกำลังทหารเข้ามาล้มรัฐบาล” อืม… ที่นี่ก็มี pattern แบบนี้เหมือนกันนะ ข้าพเจ้าคิด
“แล้วรัฐบาลเนปาลทำยังไง” ข้าพเจ้าถามต่อ คุณ Mandas ก็บอกว่า “อินเดียคาดการณ์ผิด เพราะชาวเนปาลรู้ว่าอินเดียทำอย่างนี้ทำไม จึงอดทน และนายกรัฐมนตรีของเนปาลก็ไปพึ่งจีน บินไปเซ็นสัญญาอะไรต่อมิอะไรกับจีนกว่า ๑๐ รายการ นอกจากนี้ยังขู่อินเดียว่า หากไม่เลิกปิดด่าน จะขับไล่คนอินเดียที่อยู่ในเนปาลประมาณ ๑๐ ล้านคน ออกจากประเทศเนปาลทั้งหมด”
“ได้ผลไหม” ข้าพเจ้าถาม
“ได้ผลครับ” คุณ Mandas ตอบแล้วพูดต่อว่า “เนื่องจากธุรกิจใหญ่ๆ ในเนปาล เป็นของคนอินเดียเป็นส่วนใหญ่ คราวนี้คนที่เดือดร้อนคือคนอินเดียเอง กลายเป็นคนอินเดีย ไม่พอใจรัฐบาลของตัวเอง ก็เลยต้องยอมเปิดด่าน งานนี้ิอินเดียพลาดอย่างมาก ใช้วิธีปิดด่าน เพื่อหวังที่จะให้ ชาวเนปาลไม่พอใจรัฐบาลเนปาล แต่กลับกลายเป็นคนอินเดียเองนั่นแหละ ที่ไม่พอใจรัฐบาลอินเดีย นอกจากนี้ยังถูกประนามจากชาวโลกอีก ว่าเขาเจอภัยแผ่นดินไหวแล้ว ก็ยังไปซ้ำเติมเขาอีก (เนปาลพบกับภัยแผ่นดินไหวในช่วงเดือนเมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ หลังจากนั้นปลายปีก็ถูกอินเดียปิดด่าน)”
“จากนั้นเป็นยังไงต่อ” ข้าพเจ้าถาม “ตอนนี็สัญญาที่ไปเซ็นกับจีนเริ่มส่งผล เพราะ ในสัญญานั้นมีเรื่องการสร้างรถไฟเชื่อมต่อระหว่าง จีน-ทิเบต-เนปาล ด้วย และตอนนี้ รถไฟกำลังจะเสร็จ”
“อย่างนี้อินเดียก็เต้นน่ะสิ” ข้าพเจ้าถาม
“เต้นเลยครับ” คุณ Mandas ตอบ แล้วบอกต่อว่า “เป็นข่าวใหญ่ในอินเดีย เพราะถ้ารถไฟมาถึงเนปาลเมื่อไหร่ เนปาลก็ไม่จ้องพึ่งพาอินเดียอีก นอกจากนี้สินค้าจากจีน ก็จะทะลักเข้าอินเดียครับ”
กำลังฟังเพลิน รถก็ถึงที่พัก ข้าพเจ้าก็ขนสัมภาระ เข้าห้องพัก ซึ่งที่พักของข้าพเจ้า เป็นวัดเกาหลีซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ ๖,๐๐๐ ไร่ ของลุมพินี (ลุมพินีถือว่า เป็นสมบัติของกระทรวงวัฒนธรรมในเนปาล) ห้องพักอยู่ชั้น ๓ ในห้องพักมีเตียง ฟูก หมอน ผ้าห่มหนาๆ ขนาดใหญ่ และมุ้ง ๔ จอ ดูโบร่ำโบราณดี
ข้าพเจ้ายังรู้สึกไม่จุใจ จึงขอให้คุณ Mandas มาเล่าประวัติศาสตร์ของเนปาลต่อ ในห้องพัก จากการสนทนากันในรถแท็กซี่ ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบในเบื้องต้นว่า อินเดีย กับ เนปาล มีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่ เพราะอินเดียถือว่า เนปาลต้องพึ่งอินเดีย (เพราะเนปาลไม่มีทางออกทะเล) จึงมักจะเอาเปรียบเนปาลอยู่เรือ่ยๆ แต่เรื่องนี้มีเหตุนะ ว่าทำไม อินเดียถึงมามีบทบาทและกำกับรัฐบาลเนปาลได้ เมื่อคุณ Mandas เล่าให้ฟัง ข้าพเจ้า จึงถึงบางอ้อ ว่า อ้อ... มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ... ก็ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านอยากทราบหรือเปล่า ??
คุยกันอีกสักพัก คุณ Mandas ก็ขอตัวไปรับประทานอาหาร ส่วนข้าพเจ้า ก็ทำภารกิจส่วนตัวในห้องพัก ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตู พอเปิดออกดูก็เห็นคุณ Rupendra Raj Shakya ผู้รับเหมาทำอาหารให้ธรรมทายาทมาถามเรื่องยอดอาหารวันพรุ่งนี้เช้า แล้วจะต่อด้วย เรื่องอะไร ข้าพเจ้าคิดว่าท่านผู้อ่านน่าจะรู้นะ
ถึงเวลาพัก ข้าพเจ้า ไม่คุ้นกับหมอนที่ทั้งสูงและแข็ง ก็เลยเปลี่ยนเป็นใช้จีวร ๒ ผืนพับแทนหมอน ไม่คุ้นกับผ้าห่มที่ทั้งหนาทั้งใหญ่ จึงไม่ได้ใช้ผ้าห่ม ประมาณตี ๔ ก็ลุกขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับนี้
P C
โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ
ฉบับที่ ๗
๒๖ ก.พ. ๒๕๖๒
ตอน อินเดีย-เนปาล
วันนี้ ธรรมทายาทและทีมงานเกือบทั้งหมดต้องเดินทางไปเมืองลุมพินี ส่วนใหญ่ไปรถ Bus ซึ่งมีทั้งหมด ๑๕ คัน และใช้เวลาเดินทางประมาณ ๘ ชั่วโมง ส่วนข้าพเจ้า เอาเปรียบเขานิดนึง คือ บินไป ใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาที
ไฟลท์บินของข้าพเจ้าคือ Buddha Air (เขาเอาชื่อพระพุทธเจ้ามาเป็นชื่อสายการบิน) เวลาบินคือ ๑๗.๑๕ น. ข้าพเจ้าจึงออกจากวัด Aksheswar Mahavihar ซึ่งเป็นที่พัก เมื่อเวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. เพื่อไปสนามบิน
ทีมงานที่ไปไฟลท์เดียวกับข้าพเจ้าคือ พระชาย อภินนฺโท และ คุณ Mandas Maharjan ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากอาสาสมัครท่านหนึ่ง ขับรถ(เก๋ง) ไปส่ง จนกระทั่งใกล้ถึงสนามบิน ข้าพเจ้าจึงค่อยได้ทราบว่า อาสาสมัครที่ขับรถไปส่งข้าพเจ้ากับทีมงานนั้นคือคุณ Rajesh Shakya ประธานวัด Aksheswar Mahavihar .. อ้าววว คนที่ขับรถมาส่งเราคือเจ้าอาวาสหรือนี่
พอถึงเวลาเช็คอิน เจ้าหน้าที่เขาขยับให้เราไปไฟลท์บินที่เร็วขึ้น ๔๕ นาที (๑๖.๓๐ น.) ซึ่งเครื่องบินลำนี้เป็นลำขนาดเล็ก มี ๗๒ ที่นั่ง ข้าพเจ้านั่งเลขที่สุดท้าย อยู่หลังสุดติดหน้าต่าง ทางขวา จึงได้มีโอกาสชมดูภูมิประเทศของเนปาลจากบนเครื่อง และถือโอกาสถ่ายรูปเก็บไว้
จากบนเครื่องบิน ข้าพเจ้าเห็นบ้านเรือนที่อัดแน่นกันเป็นบริเวณกว้างใหญ่ในที่ราบ ของหุบเขา บินไปสักพักก็เห็นเทือกเขาที่สูงชันและสลับซับซ้อน ต่อมาก็เห็นผืนนาเป็นบริเวณกว้างใหญ่อีก เหมือนแผ่นดินนี้ถูกจัดหมวดไว้ ว่าตรงนี้เป็นบ้าน ตรงนี้เป็นภูเขา และ ตรงนี้เป็นไร่นา
ถึงสนามบินที่เมืองลุมพินีแล้ว ก็ต่อรถแท็กซี่ไปที่พัก ขณะกำลังเดินทาง คุณ Mandas Maharjan ทีมงานที่มาด้วยกัน ก็เล่าประวัติศาสตร์ของเนปาลในแง่มุมต่างๆ ให้ฟัง (คุณ Mandas เป็นชาวเนปาล สื่อสาร เนปาล-ไทย-อังกฤษ ได้ เพราะเคยบวชอยู่ที่เมืองไทยหลายปี) โดยเฉพาะช่วงที่ถูกอินเดียปิดด่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘
เนื่องจากเนปาล ไม่มีทางออกทะเล สินค้าที่นำเข้าเกือบทุกอย่างต้องผ่านอินเดีย พออินเดียปิดด่าน ข้าวของเครื่องใช้ก็ขาดแคลน ที่มีอยู่ก็ราคาพุ่งขึ้น ๒-๓ เท่า สินค้าบางอย่างเช่น น้ำมัน รัฐบาลต้องออกกฎหมายชั่วคราว ให้ประชาชน มีน้ำมันได้ในปริมาณจำกัด
ข้าพเจ้าถามคุณ Mandas ว่า “แล้วอินเดียทำอย่างนั้นทำไม” คุณ Mandas ก็บอกว่า อินเดีย หวังให้ประชาชนชาวเนปาลไม่พอใจรัฐบาล แล้วก็ลุกฮือขับไล่ ถึงตอนนั้น อินเดียก็จะมีข้ออ้าง ในการนำกำลังทหารเข้ามาล้มรัฐบาล” อืม… ที่นี่ก็มี pattern แบบนี้เหมือนกันนะ ข้าพเจ้าคิด
“แล้วรัฐบาลเนปาลทำยังไง” ข้าพเจ้าถามต่อ คุณ Mandas ก็บอกว่า “อินเดียคาดการณ์ผิด เพราะชาวเนปาลรู้ว่าอินเดียทำอย่างนี้ทำไม จึงอดทน และนายกรัฐมนตรีของเนปาลก็ไปพึ่งจีน บินไปเซ็นสัญญาอะไรต่อมิอะไรกับจีนกว่า ๑๐ รายการ นอกจากนี้ยังขู่อินเดียว่า หากไม่เลิกปิดด่าน จะขับไล่คนอินเดียที่อยู่ในเนปาลประมาณ ๑๐ ล้านคน ออกจากประเทศเนปาลทั้งหมด”
“ได้ผลไหม” ข้าพเจ้าถาม
“ได้ผลครับ” คุณ Mandas ตอบแล้วพูดต่อว่า “เนื่องจากธุรกิจใหญ่ๆ ในเนปาล เป็นของคนอินเดียเป็นส่วนใหญ่ คราวนี้คนที่เดือดร้อนคือคนอินเดียเอง กลายเป็นคนอินเดีย ไม่พอใจรัฐบาลของตัวเอง ก็เลยต้องยอมเปิดด่าน งานนี้ิอินเดียพลาดอย่างมาก ใช้วิธีปิดด่าน เพื่อหวังที่จะให้ ชาวเนปาลไม่พอใจรัฐบาลเนปาล แต่กลับกลายเป็นคนอินเดียเองนั่นแหละ ที่ไม่พอใจรัฐบาลอินเดีย นอกจากนี้ยังถูกประนามจากชาวโลกอีก ว่าเขาเจอภัยแผ่นดินไหวแล้ว ก็ยังไปซ้ำเติมเขาอีก (เนปาลพบกับภัยแผ่นดินไหวในช่วงเดือนเมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ หลังจากนั้นปลายปีก็ถูกอินเดียปิดด่าน)”
“จากนั้นเป็นยังไงต่อ” ข้าพเจ้าถาม “ตอนนี็สัญญาที่ไปเซ็นกับจีนเริ่มส่งผล เพราะ ในสัญญานั้นมีเรื่องการสร้างรถไฟเชื่อมต่อระหว่าง จีน-ทิเบต-เนปาล ด้วย และตอนนี้ รถไฟกำลังจะเสร็จ”
“อย่างนี้อินเดียก็เต้นน่ะสิ” ข้าพเจ้าถาม
“เต้นเลยครับ” คุณ Mandas ตอบ แล้วบอกต่อว่า “เป็นข่าวใหญ่ในอินเดีย เพราะถ้ารถไฟมาถึงเนปาลเมื่อไหร่ เนปาลก็ไม่จ้องพึ่งพาอินเดียอีก นอกจากนี้สินค้าจากจีน ก็จะทะลักเข้าอินเดียครับ”
กำลังฟังเพลิน รถก็ถึงที่พัก ข้าพเจ้าก็ขนสัมภาระ เข้าห้องพัก ซึ่งที่พักของข้าพเจ้า เป็นวัดเกาหลีซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ ๖,๐๐๐ ไร่ ของลุมพินี (ลุมพินีถือว่า เป็นสมบัติของกระทรวงวัฒนธรรมในเนปาล) ห้องพักอยู่ชั้น ๓ ในห้องพักมีเตียง ฟูก หมอน ผ้าห่มหนาๆ ขนาดใหญ่ และมุ้ง ๔ จอ ดูโบร่ำโบราณดี
ข้าพเจ้ายังรู้สึกไม่จุใจ จึงขอให้คุณ Mandas มาเล่าประวัติศาสตร์ของเนปาลต่อ ในห้องพัก จากการสนทนากันในรถแท็กซี่ ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบในเบื้องต้นว่า อินเดีย กับ เนปาล มีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่ เพราะอินเดียถือว่า เนปาลต้องพึ่งอินเดีย (เพราะเนปาลไม่มีทางออกทะเล) จึงมักจะเอาเปรียบเนปาลอยู่เรือ่ยๆ แต่เรื่องนี้มีเหตุนะ ว่าทำไม อินเดียถึงมามีบทบาทและกำกับรัฐบาลเนปาลได้ เมื่อคุณ Mandas เล่าให้ฟัง ข้าพเจ้า จึงถึงบางอ้อ ว่า อ้อ... มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ... ก็ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านอยากทราบหรือเปล่า ??
คุยกันอีกสักพัก คุณ Mandas ก็ขอตัวไปรับประทานอาหาร ส่วนข้าพเจ้า ก็ทำภารกิจส่วนตัวในห้องพัก ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตู พอเปิดออกดูก็เห็นคุณ Rupendra Raj Shakya ผู้รับเหมาทำอาหารให้ธรรมทายาทมาถามเรื่องยอดอาหารวันพรุ่งนี้เช้า แล้วจะต่อด้วย เรื่องอะไร ข้าพเจ้าคิดว่าท่านผู้อ่านน่าจะรู้นะ
ถึงเวลาพัก ข้าพเจ้า ไม่คุ้นกับหมอนที่ทั้งสูงและแข็ง ก็เลยเปลี่ยนเป็นใช้จีวร ๒ ผืนพับแทนหมอน ไม่คุ้นกับผ้าห่มที่ทั้งหนาทั้งใหญ่ จึงไม่ได้ใช้ผ้าห่ม ประมาณตี ๔ ก็ลุกขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับนี้
P C





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น