โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ ตอน วันตัดปอยผม ขอขมา รับบาตรผ้าไตร แห่นาค

จดหมายจากเนปาล

โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ

ฉบับที่ ๖

๒๕ ก.พ. ๒๕๖๒

ตอน วันตัดปอยผม ขอขมา รับบาตรผ้าไตร แห่นาค


ภาพงานวันนี้ หลายท่านก็คงเห็นจากสื่อหลักแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอเล่าในส่วนที่ข้าพเจ้า มองเห็นและรู้สึกประทับใจ หรือไม่ก็รู้สึกสนุก และขบขันนิดหน่อยกับเรื่องราวนั้นๆ

งานวันนี้ จัดที่ Golden Temple หรือวัดทอง ข้าพเจ้าไปถึงที่นั่นเวลาประมาณ ๐๘.๓๐ น. ซึ่งเวลานั้น ที่นั่นเต็มไปด้วยผู้คนแล้ว และใกล้ถึงเวลาเริ่มพิธีกรรมตัดปอยผม (๐๙.๐๐ น.) ข้าพเจ้าจึงไปรอ ที่บริเวณศูนย์กลางพิธี เพราะมีภารกิจต้องนั่งตัดปอยผมให้กับธรรมทายาท บนสเตทเวทีตรงนั้น (แต่ก็มีเหตุให้ไม่ได้ทำตามภารกิจ)

ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนสเตทเวที เห็นรูปเหมือนของกายมหาบุรุษหน้าตักประมาณ ๑.๕ เมตร นั่งขัดสมาธิอยู่บนแผ่นฌาน เราสามารถนำรูปเหมือนของกายมหาบุรุษ มาตั้งอยู่ ณ แผ่นดินเกิดของกายมหาบุรุษ และตั้งอยู่ในวัดที่มีอายุ ๑,๔๐๐ ปี นี้ได้ คิดๆ ไป หมู่คณะของเรา ก็ไม่ธรรมดาเลยนะ



 เจ้าภาพ-แขกผู้มีเกียรติ-นาคธรรมทายาท-ผู้ปกครองและญาติ-คณะสงฆ์ ๓ นิกาย (เถรวาท มหายาน วัชรยาน) -แม่ชี เริ่มทยอยเข้ามา ถึงเวลา ๐๙.๐๐ น. แล้ว พิธีกรรมยังไม่เริ่ม บนสเตทเวทียังไม่มีใคร ข้าพเจ้าจึงขึ้นไปนั่งก่อนเป็นรูปแรก ตำแหน่งที่ข้าพเจ้านั่งคือ แถวแรกทางขวาติดกับประธานสงฆ์ ต่อมาเพื่อความเหมาะสม ข้าพเจ้าขอให้ถูกย้าย ไปขวาถัดไป แล้วก็ขอให้ถูกย้ายไปทางซ้าย ติดกับประธานสงฆ์ แล้วขอให้ถูกย้ายไปซ้ายถัดไป สุดท้ายก็ย้ายมาแถวที่สอง (ย้าย ๔ ครั้ง) ซึ่งตำแหน่งนี้น่าจะเหมาะสมกับข้าพเจ้าที่สุดแล้ว เพราะ ไม่ได้ย้ายไปไหนอีก



 บริเวณประกอบพิธี จะมีรั้วล้อมรอบ จึงมีผู้คนมายืนเกาะรั้วดูกิจกรรมของเรา ถัดจากรั้ว เป็นถนน ถัดจากถนนเป็นตึก ๔-๕ ชั้น จึงมีผู้คนที่อยู่บนตึกตามชั้นต่างๆ มายืนดูกิจกรรมของเรา ภาพที่ประทับใจที่สุดก็คือ มียายผู้เฒ่าชาวเนปาลคนหนึ่งมายืนเกาะรั้วดูกิจกรรมของเรา ด้วยความชื่นชม ดูรอยยิ้มจากใบหน้าแล้ว เขาน่าจะมีความสุขนะ






 พิธีแรกในวันนี้คือ พิธีตัดปอยผม ข้าพเจ้าไม่ค่อยสนใจพิธีกรรมที่เป็นทางการสักเท่าไหร่ จึงไม่มีข้อมูลอะไรที่เป็นทางการมากนัก สนใจแต่พฤติกรรมของผู้คนรอบๆ มากกว่า ในพิธี จะให้ผู้ปกครองกับญาติใช้กรรไกรขลิบผมธรรมทายาทก่อน  ถ้าเป็นวัดเราจะมีใบบัว รองรับเส้นผม แต่ที่นี่ไม่มีใบบัว จึงใช้จานใบไม้แทน (จานที่เอาใบไม้มาอัดเป็นรูปจาน) แล้วจึงเดินมาให้คณะสงฆ์ขลิบให้อีกที แล้วจึงค่อยไปโกนผม



 ตอนโกนผมนี่แหละ เป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ ในการสังเกตุพฤติกรรมของผู้คน ข้าพเจ้า จึงลงจากสเตทเวที ไปเดินดูรอบๆ ซึ่งการโกนผมนี้ทางทีมงานเตรียมไว้ ๒ แบบคือ ใช้่แบตเตอเลี่ยนกับใช้มีดโกน แต่แบตเตอเลี่ยนที่เตรียมมาใช้ไม่ได้ประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่ง ตอนนี้แหละ ความพยายามที่จะโกนผมธรรมทายาททุกคนให้สำเร็จจึงเกิดขึ้น ธรรมทายาท บางคนให้พระโกนให้ พระคนให้เพื่อนธรรมทายาทโกนกันเอง บางคนก็ให้ผู้ปกครองโกนให้ เมื่อ ไม่มีมีดโกน ก็ใช้กรรไกรนั่นแหละ พยายามตัดผมให้สั้นติดหนังศรีษะให้มากที่สุด ธรรมทายาทบางคนมีบุญมาก หัวเดียวถูกใช้ทั้งมีดโกนและกรรไกรในเวลาเดียวกัน แต่หัวเดียว ที่มีทั้งมีดโกน กรรไกร แบตเตอเลี่ยน ในเวลาเดียวกันยังไม่เจอ


 ช่วงเวลาโกนผมดำเนินไปจนถึง ๑๑ โมงกว่า คณะสงฆ์ต้องไปฉันกันก่อน ข้าพเจ้า ก็ต้องไปเช่นกัน ซึ่งบริเวณฉันจะกางเต้นท์ มีโต๊ะเก้าอี้เรียงกันรอบขอบเต้นท์เป็นรูปสี่เหลี่ยม บนโต๊ะมีถาดหลุมวางคว่ำอยู่ ประเพณีที่นี่ เมื่อพระมานั่งโต๊ะแล้วก็จะหงายถาดหลุม แล้วศรัทธาชนก็จะเอาอาหารมาใส่  เมนูวันนี้เป็นเมนูเนปาลเป็นส่วนใหญ่ เมนูไทยก็มีบ้างคือ แกงจืดวุ้นเส้น-เห็ด ข้าพเจ้าฉันเมนูไทยเป็นหลัก ไม่ใช่ว่าจะรังเกียจอาหารอะไรของเขาหรอกนะ เพียงแต่กลัวว่าท้องไส้ข้าพเจ้าไม่คุ้นแล้วจะท้องเสียน่ะ แค่เห็นเส้นผมที่ปนมากับผัดผักของเขา ก็รู้สึกใจคอไม่ค่อยดีแล้ว พอฉันใกล้อิ่ม ก็มีชายไทยคนหนึ่งมาถามว่า จะรับมาม่า (ต้มยำกุ้งที่นำมาจากเมืองไทย) ไหมครับ ข้าพเจ้าปฏิเสธไป แต่ในใจคิดว่า “แหม… ทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้นะ”







 เสร็จเรื่องภัตกิจ ก็ไปที่บริเวณศูนย์กลางพิธีต่อ เห็นนาคธรรมทายาทซึ่งเดิมใส่เสื้อ แขนยาวสีเหลือง ตอนนี้เปลี่ยนเป็นชุดขาวทั้งชุด กำลังประกอบพิธีกรรมขอขมารับบาตรผ้าไตร แต่ท่านผู้อ่านอย่าคิดว่าพิธีกรรมจะ Perfect นะ มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก เพราะเจอกันแค่ ๒ วัน การสื่อสารก็คนละภาษา จะให้สมบูรณ์แบบเหมือนในเมืองไทยน่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ยกตัวอย่าง ธรรมทายาทบางคนต้องรับบาตรผ้าไตรถึง ๒ ชุด เพราะเพื่อนข้างๆ ไปโกนผมแล้วไม่กลับมานั่งที่เดิม เป็นต้น




 พิธีกรรมต่อมาคือแห่นาค เดิมทีว่าจะแค่เป็นผู้สังเกตการณ์และถ่ายรูป แต่ก็อดไม่ได้ ที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือจัดแถว ตอนจัดแถวก็พูดได้คำเดียวว่า “Four Four” แล้วทำมือทำไม้ สื่อสารให้ธรรมทายาทรู้ว่า เข้าแถวตอนเรียง ๔ แล้วดูหน้าตับของตัวเองให้ตรง พอเขา ทำถูกต้องตามที่เราต้องการ ก็ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นทั้งสองนิ้ว แล้วก็พูดว่า “Good Good” เป็นการชื่นชม แต่ต่อมา ภายหลังข้าพเจ้าเปลี่ยนเป็นประนมมือ แล้วพูดว่า “Sadhu Sadhu” ซึ่งเข้ากับขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของเขามากกว่า







 พอเห็นว่าอะไรเริ่มลงตัว อาสาสมัครก็เริ่มทำงานเป็น ข้าพเจ้าก็หลีกออกมา เดินรวมกลุ่มอยู่พระเราที่ท้ายขบวน ขบวนแห่เริ่มจากวัดทอง ผ่านราชวังปาตั้น เข้าย่านธุรกิจ เข้าถนนใหญ่ของเมือง จนถึงสถูปเจดีย์ของพระเจ้าอโศก ซึ่งอยู่หน้าวัด Aksheswar Mahavihar ที่ข้าพเจ้าพักอยู่ ข้าพเจ้าจึงแยกออกจากกลุ่มกลับที่พัก ส่วนขบวนแห่นาค ก็เดินต่อไปจนถึง Site อบรม ที่ Pulchowk Campus เป็นอันเสร็จพิธี







 ข้าพเจ้า กลับมาช่วยทีมการเงิน Kill บิล (เคลียร์บิล) ตั้งแต่บ่าย ๓ ถึง ๓ ทุ่ม บิลเยอะจริงๆ ตอนนี้ยัง Kill บิล อยู่ แต่ต่อไปหากผู้อ่านจดหมายไม่ช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอาจจะถูก บิล Kill ก็ได้ ในระหว่างนี้ ก็มีทั้งเก็บงาน โดยเฉพาะที่วัดทอง ซึ่งต้องเก็บงานคืนนี้ให้เสร็จขณะที่มีกำลัง เก็บงานแค่ ๑๒ รูป/คน  และอีกหลายส่วนงานที่ต้องตระเตรียมเดินทางไปลุมพินีวันพรุ่งนี้

 อากาศกลับมาหนาวเย็นอีกแล้ว แถมมีลมอีกต่างหาก อุณหภูมิช่วงเวลาเย็นอยู่ที่ ๑๒ องศา กลางคืนและเช้ามืดอากาศก็น่าจะหนาวกว่านี้


P C

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จดหมายจากเนปาล ตอน วัดทอง (Golden Temple) และ สามเณร