โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ ตอน แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่
จดหมายจากเนปาล
โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ
ฉบับที่ ๙
๒๘ ก.พ. ๒๕๖๒
ตอน แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่
วิหารมายาเทวี สถานที่ ที่กายมหาบุรุษ ออกมาจากพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา สันนิษฐานว่าก่อสร้างเป็นครั้งแรกในสมัยหลังพุทธปรินิพพานราว ๓๐๐ ปี ในยุคเดียวกับพระเจ้าอโศก (ปัจจุบัน ทางการเนปาลได้ก่อสร้างเป็นตึกทรงสี่เหลี่ยม ครอบสถานที่อันสำคัญนี้ไว้)
ข้าพเจ้ามีความตั้งใจ ตั้งแต่เมื่อวาน (๒๗ ก.พ. ๖๒) แล้วว่า วันนี้ ต้องไปให้ได้ ซึ่งวิหารมายาเทวี ก็ไม่ได้ห่างจากวัดเกาหลีที่ข้าพเจ้าพักสักเท่าใด ข้าพเจ้าเดินไปในตอนบ่าย กับทีมงานน้องๆ อีก ๓ คน ระหว่างทางแดดร้อนแต่ลมเย็น ไม่นานก็ถึง ตอนเดินไปก็คิดไป อยากจะเห็น “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” จัง จะได้เห็นไหมนะ
ระหว่างทางผ่านประติมากรรม Little Buddha ที่คณะของคนไทยได้มาสร้างไว้ เดินต่อไปอีกหน่อยก็เจอด่านเก็บเงิน ปกติเจ้าหน้าที่จะเก็บเงินค่าเข้าชมคนละ ๕๐๐ รูปี (ประมาณ ๑๔๐ บาท) แต่ข้าพเจ้ามีบัตร Staff แขวนคออยู่ เขาจึงให้เข้าฟรี
เป็นธรรมเนียมว่า ต้องถอดรองเท้าเข้าไป สถานที่จอดรองเท้าอยู่ทางขวาประตูทางเข้า เมื่อเข้าไปแล้ว พบหมู่คณะของเรามากมาย กำลังตระเตรียมงานบรรพชาสามเณรที่จะจัดขึ้น ในวันพรุ่งนี้อย่างคึกคัก ตรงกึ่งกลางมีปรางค์ตามแบบฉบับของเนปาล (มีรูปตา) เป็นยอดของอาคาร บริเวณใกล้ๆ มีเสาหินของพระเจ้าอโศกตั้งตระหง่านอยู่
ข้าพเจ้าตั้งสติอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะเดินเข้าไป เพราะเป็นครั้งแรกของชีวิตในรอบ ๕๐ ปี ที่จะได้มีโอกาสเข้าไปยังสถานที่อันสำคัญแห่งนี้ ใจก็ยังคิดเรื่อง “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” แผ่นดินนั้นอยู่ตรงไหนนะ
เมื่อเข้าไป ก็แผ่นหินที่แกะสลักรูปพระนางสิริมหามายา ประสูติพระราชโอรส ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ตั้งอยู่สูงจนผู้ที่เข้าไปชมต้องแหงนหน้าดู ถึงจะเห็นทั่ว แต่ด้านหน้าแผ่นหิน ถูกตัดเป็นพื้นที่เรียบจนไม่มีรอยนูน ซึ่งเรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังมาว่า เกิดจากพวกมิจฉาทิฏฐิตั้งใจทำลายหลักฐาน ของพุทธศาสนา แต่ข้าพเจ้าคิดอีกอย่าง ทำไมหรือ
ก็เพราะว่า หากจะทำลายจริงๆ แผ่นหินนี้ แค่ทุบทิ้งให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็หมดเรื่อง แต่ทำไมถึงทำแค่ตัดรูปแผ่นหน้าออกไป ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า น่าจะมี ๒ สาเหตุคือ
ข้อที่ ๑ พวกมิจฉาทิฏฐิ ตั้งใจจะเหยียดหยามชาวพุทธ
ข้อที่ ๒ คนที่ทำเรื่องนี้ คงไม่อยากทำลายแผ่นหินอันนี้ แต่ด้วยคำสั่งของผู้บังคับบัญชา จึงทำลายแค่ส่วนหนึ่ง ไม่ทั้งหมด ให้เหลือหลักฐานไว้บ้าง
ด้านล่างของแผ่นหิกแกะสลัก มีแผ่นหินอีกแผ่นหนึ่ง แกะเป็นรูปพระบาท ของพระบรมโพธิสัตว์ แต่ถูกกล่องกระจกครอบไว้ ต้องมองผ่านกระจกเข้าไป ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นก้าวแรกของบรมโพธิสัตว์
ส่วนรอบๆ เป็นร่องรอยสถาปัตยกรรมยุค ๓๐๐ - ๗๐๐ ปีหลังพุทธปรินิพพาน ที่หลงเหลืออยู่ รอบสถาปัตยกรรมนั้น ทางการเนปาลสร้างสะพานเป็นทรงสี่เหลี่ยมล้อมรอบ เพื่อให้ผู้ที่เข้าไปชมเดินดูได้ทั้ง ๔ ทิศ
เนื่องจากภายในอาคาร เจ้าหน้าที่เขาห้ามถ่ายรูป จะแอบถ่ายก็ไม่ได้ เพราะมีเจ้าหน้ารัฐ ๒-๓ คน คอยเดินตรวจสอดส่องพฤติกรรมของผู้คนที่เข้าไปในนั้น ข้าพเจ้าจึงได้แต่ค้นรูปใน Internet มาให้ชมดูกัน
ขณะกำลังค้นหา “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยกันมาเข้าชมมากขึ้น และพูดคุยกันเสียงดัง ข้าพเจ้าจึงออกมาเดินดูรอบนอกอาคาร โดยคิดว่า “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” อาจจะอยู่ข้างนอกก็ได้
ข้าพเจ้านั่งคุกเข่าประนมมือบ้าง นั่งสมาธิบ้าง อธิษฐานขอให้เทวดา ที่รักษาสังเวชนียสถานนี้ ดลจิตดลใจให้พบแผ่นดินดังกล่าว
ท่านผู้อ่านคงสงสัยแล้วว่า คำว่า “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” คืออะไร คือแผ่นดินที่ พระบรมโพธิสัตว์ทรงดำเนินพระบาทมาถึงก้าวที่ ๗ แผ่นดินตรงนั้นแหละ ที่มารกัน เห็น จำ คิด รู้ ของพระบรมโพธิสัตว์ไม่อยู่ ทำให้พระองค์ทราบว่า พระองค์ทรงเกิดมาทำไม จึงได้เปล่ง อภิสวาจา ว่า
“อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ เสฏโฐหะมัสมิ โลลัสสะ อะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ”
แปลว่า “ในโลกนี้ เราเป็นผู้ที่ยอดที่สุด เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด การเกิดของเรานี้ เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มี”
รอบนอกอาคารก็ไม่พบ จึงกลับเข้าไปข้างในอีก เดินดูรอบๆ ระลึกถึงพระพุทธองค์ แล้วกราบเบญจางคประดิษฐ์ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของแผ่นหินแกะสลัก ข้าพเจ้าสังเกตเห็น เจ้าหน้าที่รัฐในอาคารเริ่มมองข้าพเจ้าแบบแปลกๆ เหมือนกำลังคิดว่า “ทำไมพระองค์นี้ เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก เดินไปเดินมาหลายรอบ ทำตัวน่าสงสัย….”
สุดท้ายก็ไม่พบ ก็เลยเดินทางกลับ ในเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น พอตกค่ำ หมู่คณะก็ประชุมเตรียมงานวันพรุ่งนี้กัน (๑ มี.ค. ๖๒) ประชุมเสร็จก็พักผ่อน ตื่นเช้ามาอีกที ก่อนเขียนจดหมายก็ค้นข้อมูลเพิ่มเติมใน Google ก็ไปพบข้อมูลอันหนึ่ง คือแผ่นหินแกะสลักรอยพระบาทของพระบรมโพธิสัตว์ ที่ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นก้าวแรกนั้น นักโบราณคดี สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นก้าวที่ ๗ หรือแผ่นหินอันนั้น คือ “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” นะ
P C
โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ
ฉบับที่ ๙
๒๘ ก.พ. ๒๕๖๒
ตอน แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่
วิหารมายาเทวี สถานที่ ที่กายมหาบุรุษ ออกมาจากพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา สันนิษฐานว่าก่อสร้างเป็นครั้งแรกในสมัยหลังพุทธปรินิพพานราว ๓๐๐ ปี ในยุคเดียวกับพระเจ้าอโศก (ปัจจุบัน ทางการเนปาลได้ก่อสร้างเป็นตึกทรงสี่เหลี่ยม ครอบสถานที่อันสำคัญนี้ไว้)
ข้าพเจ้ามีความตั้งใจ ตั้งแต่เมื่อวาน (๒๗ ก.พ. ๖๒) แล้วว่า วันนี้ ต้องไปให้ได้ ซึ่งวิหารมายาเทวี ก็ไม่ได้ห่างจากวัดเกาหลีที่ข้าพเจ้าพักสักเท่าใด ข้าพเจ้าเดินไปในตอนบ่าย กับทีมงานน้องๆ อีก ๓ คน ระหว่างทางแดดร้อนแต่ลมเย็น ไม่นานก็ถึง ตอนเดินไปก็คิดไป อยากจะเห็น “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” จัง จะได้เห็นไหมนะ
ระหว่างทางผ่านประติมากรรม Little Buddha ที่คณะของคนไทยได้มาสร้างไว้ เดินต่อไปอีกหน่อยก็เจอด่านเก็บเงิน ปกติเจ้าหน้าที่จะเก็บเงินค่าเข้าชมคนละ ๕๐๐ รูปี (ประมาณ ๑๔๐ บาท) แต่ข้าพเจ้ามีบัตร Staff แขวนคออยู่ เขาจึงให้เข้าฟรี
เป็นธรรมเนียมว่า ต้องถอดรองเท้าเข้าไป สถานที่จอดรองเท้าอยู่ทางขวาประตูทางเข้า เมื่อเข้าไปแล้ว พบหมู่คณะของเรามากมาย กำลังตระเตรียมงานบรรพชาสามเณรที่จะจัดขึ้น ในวันพรุ่งนี้อย่างคึกคัก ตรงกึ่งกลางมีปรางค์ตามแบบฉบับของเนปาล (มีรูปตา) เป็นยอดของอาคาร บริเวณใกล้ๆ มีเสาหินของพระเจ้าอโศกตั้งตระหง่านอยู่
ข้าพเจ้าตั้งสติอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะเดินเข้าไป เพราะเป็นครั้งแรกของชีวิตในรอบ ๕๐ ปี ที่จะได้มีโอกาสเข้าไปยังสถานที่อันสำคัญแห่งนี้ ใจก็ยังคิดเรื่อง “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” แผ่นดินนั้นอยู่ตรงไหนนะ
เมื่อเข้าไป ก็แผ่นหินที่แกะสลักรูปพระนางสิริมหามายา ประสูติพระราชโอรส ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ตั้งอยู่สูงจนผู้ที่เข้าไปชมต้องแหงนหน้าดู ถึงจะเห็นทั่ว แต่ด้านหน้าแผ่นหิน ถูกตัดเป็นพื้นที่เรียบจนไม่มีรอยนูน ซึ่งเรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังมาว่า เกิดจากพวกมิจฉาทิฏฐิตั้งใจทำลายหลักฐาน ของพุทธศาสนา แต่ข้าพเจ้าคิดอีกอย่าง ทำไมหรือ
ก็เพราะว่า หากจะทำลายจริงๆ แผ่นหินนี้ แค่ทุบทิ้งให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็หมดเรื่อง แต่ทำไมถึงทำแค่ตัดรูปแผ่นหน้าออกไป ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า น่าจะมี ๒ สาเหตุคือ
ข้อที่ ๑ พวกมิจฉาทิฏฐิ ตั้งใจจะเหยียดหยามชาวพุทธ
ข้อที่ ๒ คนที่ทำเรื่องนี้ คงไม่อยากทำลายแผ่นหินอันนี้ แต่ด้วยคำสั่งของผู้บังคับบัญชา จึงทำลายแค่ส่วนหนึ่ง ไม่ทั้งหมด ให้เหลือหลักฐานไว้บ้าง
ภาพแกะสลักพระนางสิริมหามายา
ด้านล่างของแผ่นหิกแกะสลัก มีแผ่นหินอีกแผ่นหนึ่ง แกะเป็นรูปพระบาท ของพระบรมโพธิสัตว์ แต่ถูกกล่องกระจกครอบไว้ ต้องมองผ่านกระจกเข้าไป ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นก้าวแรกของบรมโพธิสัตว์
ส่วนรอบๆ เป็นร่องรอยสถาปัตยกรรมยุค ๓๐๐ - ๗๐๐ ปีหลังพุทธปรินิพพาน ที่หลงเหลืออยู่ รอบสถาปัตยกรรมนั้น ทางการเนปาลสร้างสะพานเป็นทรงสี่เหลี่ยมล้อมรอบ เพื่อให้ผู้ที่เข้าไปชมเดินดูได้ทั้ง ๔ ทิศ
เนื่องจากภายในอาคาร เจ้าหน้าที่เขาห้ามถ่ายรูป จะแอบถ่ายก็ไม่ได้ เพราะมีเจ้าหน้ารัฐ ๒-๓ คน คอยเดินตรวจสอดส่องพฤติกรรมของผู้คนที่เข้าไปในนั้น ข้าพเจ้าจึงได้แต่ค้นรูปใน Internet มาให้ชมดูกัน
ขณะกำลังค้นหา “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยกันมาเข้าชมมากขึ้น และพูดคุยกันเสียงดัง ข้าพเจ้าจึงออกมาเดินดูรอบนอกอาคาร โดยคิดว่า “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” อาจจะอยู่ข้างนอกก็ได้
ข้าพเจ้านั่งคุกเข่าประนมมือบ้าง นั่งสมาธิบ้าง อธิษฐานขอให้เทวดา ที่รักษาสังเวชนียสถานนี้ ดลจิตดลใจให้พบแผ่นดินดังกล่าว
ท่านผู้อ่านคงสงสัยแล้วว่า คำว่า “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” คืออะไร คือแผ่นดินที่ พระบรมโพธิสัตว์ทรงดำเนินพระบาทมาถึงก้าวที่ ๗ แผ่นดินตรงนั้นแหละ ที่มารกัน เห็น จำ คิด รู้ ของพระบรมโพธิสัตว์ไม่อยู่ ทำให้พระองค์ทราบว่า พระองค์ทรงเกิดมาทำไม จึงได้เปล่ง อภิสวาจา ว่า
“อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ เสฏโฐหะมัสมิ โลลัสสะ อะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ”
แปลว่า “ในโลกนี้ เราเป็นผู้ที่ยอดที่สุด เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด การเกิดของเรานี้ เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มี”
รอบนอกอาคารก็ไม่พบ จึงกลับเข้าไปข้างในอีก เดินดูรอบๆ ระลึกถึงพระพุทธองค์ แล้วกราบเบญจางคประดิษฐ์ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของแผ่นหินแกะสลัก ข้าพเจ้าสังเกตเห็น เจ้าหน้าที่รัฐในอาคารเริ่มมองข้าพเจ้าแบบแปลกๆ เหมือนกำลังคิดว่า “ทำไมพระองค์นี้ เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก เดินไปเดินมาหลายรอบ ทำตัวน่าสงสัย….”
สุดท้ายก็ไม่พบ ก็เลยเดินทางกลับ ในเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น พอตกค่ำ หมู่คณะก็ประชุมเตรียมงานวันพรุ่งนี้กัน (๑ มี.ค. ๖๒) ประชุมเสร็จก็พักผ่อน ตื่นเช้ามาอีกที ก่อนเขียนจดหมายก็ค้นข้อมูลเพิ่มเติมใน Google ก็ไปพบข้อมูลอันหนึ่ง คือแผ่นหินแกะสลักรอยพระบาทของพระบรมโพธิสัตว์ ที่ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นก้าวแรกนั้น นักโบราณคดี สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นก้าวที่ ๗ หรือแผ่นหินอันนั้น คือ “แผ่นดินที่มารกันไม่อยู่” นะ
P C







ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น