โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ ตอน Golden Temple

จดหมายจากเนปาล

โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ

ฉบับที่ ๕

๒๔ ก.พ. ๒๕๖๒

ตอน Golden Temple


“Golden Temple หรือ วัดทอง ที่หมู่คณะของเราเรียกกัน มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง ๑,๔๐๐ ปี เมื่อก่อนเคยมีพระ ต่อมาถูกศาสนาฮินดูบังคับให้พระสึก เพื่อความอยู่รอดพระก็เลยสึก แต่หัวใจยังเป็นพระอยู่ แม้จะแต่งชุดฆราวาส แต่ก็ประพฤติตนดั่งพระ และร่วมรักษาวัดแห่งนี้ สืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน



วัดทอง เป็นสถานที่ ที่โครงการฯ จะใช้ประกอบพิธีในการตัดปอยผม ขอขมา และมอบบาตรผ้าไตร ห่างจากวัด Aksheswar Mahavihar ที่ข้าพเจ้าพักอยู่ประมาณ ๑ กิโลเมตร ทีมงานของเราหลายส่วนงานไปตระเตรียมงานที่นั่นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น พิธีกรรม ซึ่งนำทีมโดย พระมหาศตวรรษ ธมฺมวํโส , ทีมงานต้อนรับเจ้าภาพและแขกผู้มีมีเกียรติ ซึ่งนำทีมโดย อุบาสิกาทั้ง ๘ , ทีมงานจัดหาอาสาสมัครชาวท้องถิ่น ซึ่งนำทีมโดยพระภูวิชญ์ วรธมฺโม เป็นต้น

หลายวันที่ผ่านมา ข้าพเจ้าดูแต่ในห้อง Line ว่าหมู่คณะของเราไปตระเตรียมงานที่นั่น อยากไปเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง ก็เลยวางแผนงานไว้ว่าจะไปดูวันนี้ตั้งแต่เช้า แต่แผนก็เคลื่อน เพราะเช้าต้องเคลียร์เรื่องงบประมาณด้านอาหารของธรรมทายาท ซึ่งเป็นหมวดค่าใช้จ่ายที่มาก ที่สุดของโครงการ

เคลียร์ยังไม่ทันเสร็จ ก็ได้เวลาอาหาร จึงไปโรงอาหาร เห็นชาวเนปาลกลุ่มใหญ่ ประมาณ ๓๐ คนอยู่ที่บริเวณนั้น พอเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าเป็นหมู่คณะที่คุณ Tirtha Shakya นำมา วันนี้คุณ Tirtha Shakya มาร่วมบุญเป็นเจ้าภาพภัตตาหารให้กับธรรมยาทมื้อกลางวัน ๑ วัน คิดเป็นเงินก็ ๒๔๐,๐๐๐ รูปี



ก่อนพระฉันภัตตาหาร คุณ Tirtha Shakya ก็ถวายปัจจัยนี้กับพระอาจารย์ถาวร ถาวโร แล้วก็นั่งรอ ยืนรอ ให้พระฉันเสร็จก่อน ระหว่างรอเราก็เลี้ยงน้ำผลไม้กล่องให้กับแขกผู้มาเยือน ลูกชายของคุณ Tirtha Shakya ชื่อคุณ Arvind Shakya (เขาเคยบวชในโครงการของวัดเรา) กำลังสาธิตการพับนมกล่อง ให้กับกลุ่มที่มาด้วยกัน ข้าพเจ้าเห็นก็เข้าไปพูด กับเขาว่า “show again please I will take photo.” (ไม่รู้ใช้ถูกไวยากรณ์หรือเปล่า) แต่เขาก็เข้าใจความหมายนะ แล้วเขาก็สาธิตให้ดูใหม่ ด้วยความภาคภูมิใจ



เช้าไม่ได้ไปวัดทองแล้ว กะว่าจะไปบ่าย บ่ายก็ไม่ได้ไปอีก เพราะมีนัดเรื่องเกี่ยวกับ การแลกเงิน แต่นัดนี้ผู้ที่นัดข้าพเจ้าไม่มาตามนัด ผู้ที่มาหาข้าพเจ้าคือผู้ที่ไม่ได้นัดมาก่อนแต่ก็ เป็นเรื่องเงินเหมือนกัน คือเจ้าของร้านอาหารชื่อคุณ Rupendra Raj Shakya เขารับเหมา ทำอาหาร เลี้ยงพระธรรมทายาททั้งโครงการ ว่าง่ายๆ ก็คือมารับเงินนั่นเอง ข้าพเจ้า ทำสัญญากับเขาว่า จะจ่ายทั้งหมด ๓ งวด งวดแรกนี้มีจ่าย แต่งวดที่ ๒ กับที่ ๓ จะมีจ่ายหรือเปล่าก็อยู่ที่ท่านผู้อ่าน จดหมายฉบับนี้นะ



บ่าย ก็เลยไม่ได้ไปวัดทองอีก ได้แต่ดูในห้อง Line เพราะวันนี้ธรรมทายาทชาวเนปาล ไปซักซ้อมพิธีกรรมกันที่นั่น  “สงสัยจะไม่ได้ไปแล้วมั้ง” ข้าพเจ้าคิดในใจ แต่ก็เหมือนบุญจัดสรร ปกติเวลา ๑ ทุ่มจะมีการประชุมประจำวัน แต่คืนนี้ไม่มีใครมาเลย เพราะส่วนใหญ่ ไปประชุมเตรียมงานที่วัดทองกัน จึงตัดสินใจว่าไปมันคืนนี้แหละ จึงขอให้พีรภัฏ ฐานวฑฺโฒ (หนึ่งในทีมงานที่นั่น) ช่วยนำทางไปหน่อย ก็พอดีท่านศิริมงคล สิริมงฺคโล อยากไปด้วย ก็เลยนัดกัน ๒ ทุ่ม จะไปด้วยกัน

เมื่อถึงเวลา ท่านพีรภัฏ ฐานวฑฺโฒ ก็เปิด Google Map นำข้าพเจ้าและท่านศิริมงคล สิริมงฺคโล เดินผ่านตรอกซอกซอยร้านค้าบ้านเมืองที่มีวัฒนธรรมมากว่า ๑,๔๐๐ ปี จนไปถึงวัดทอง  เมื่อไปถึงประตูวัด เข้าประตูไปแล้วจะไปดูสถานที่ตรงจัดงาน ก็ไปไม่ถูก เพราะในวัดทอง ก็ยังมีตรอกซอกซอยภายในอีก ก็พอดีมีหญิงชาวเนปาล อายุน่าจะประมาณใกล้ ๖๐ เห็นเรา จึงอาสาพาไป




 เมื่อไปถึง ก็พบคุณเพชรหนู ที่เพิ่งเสร็จจากการพาคณะเจ้าภาพที่มาในวันนี้เข้าพัก ที่โรงแรม (ในวัดทองมีโรงแรมที่ปรับปรุงจากตึกเก่าอยู่ภายใน) ข้าพเจ้าถามหาทีมงานว่า ประชุมกันที่ไหน เมื่อทราบว่าประชุมกันชั้น ๔ ก็ขึ้นไปเยี่ยมและถ่ายรูปหน่อยหนึ่ง แล้วก็ลงมาดู สถานที่จัดงาน และดูสถาปัตยกรรม ๑,๔๐๐ ปี รอบบริเวณ



เนื่องจากเป็นเวลากลางคืนข้าพเจ้าจึงชมดูได้นิดหน่อย เช่น บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูป ปางนั่งขัดสมาธิเพชรสีดำเกตุดอกบัวตูม    แผ่นหินรูปดอกบัวกลางถนนทางเดินที่ผู้คนบริเวณนั้น ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นก็ดูบริเวณที่จะจัดงานตัดปอยผม ขอขมา รับบาตรกับผ้าไตร ทำให้นึกถึงโครงการธรรมทายาทในอดีตที่เคยไปจัดบวชที่วัดเบญจมบพิตร





มีอยู่สิ่งหนึ่งที่อดแปลกใจไม่ได้ก็คือ ทำไมประตูที่นี่จึงต่ำกว่าหัวศรีษะ เวลาเข้าประตู ต้องก้มศรีษะ หรือว่าผู้คนในอดีตตัวเตี้ยนะ ก็เลยถามเรื่องนี้กับท่านศิริมงคล สิริมงฺคโล ท่านก็ตอบประมาณว่า น่าจะเป็นวัฒนธรรมของที่นี่ เพราะมีบันทึกในอรรถกถาธรรมบท เรื่องมหาทุคคตะ ว่าประตูเรือนของมหาทุคคตะนั้นต่ำ คนที่จะเข้าไปต้องก้มศรีษะ ยกเว้นพระกัสสปพุทธเจ้า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไป หากแผ่นดินไม่ยุบลง ประตูเรือนก็จะสูงขึ้น ด้วยทานบารมีที่พระองค์ทำมาดีแล้ว



ขณะกำลังเดินชมก็มีชายชาวเนปาลคนหนึ่งเข้ามาทักทายด้วยอัธยาศัยแห่งมิตรไมตรี เรียกเราด้วยสรรพนามบุรุษที่สองว่า My friends My friends ตลอด ทราบต่อมาว่าเขาชื่อคุณ Rabin เป็นผู้ที่เป็นประธานวัดทอง (เหมือนตำแหน่งเจ้าอาวาส แต่เป็นฆราวาส) มอบหมาย ให้ช่วยดูภาพรวมการเตรียมสถานที่ของหมู่คณะเรา เขาสื่อกับเราเป็นภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จึงเปิด Google Translate แล้วบอกกับเขาว่า Please speaks แล้วชี้ไปที่สมาร์ทโฟนของข้าพเจ้า เขาก็เข้าใจสิ่งที่เราสื่อสารนะ เขา speaks ตามที่ข้าพเจ้าขอ ข้าพเจ้าก็ดูความหมายภาษาไทยในสมาร์ทโฟน ก็ทำให้เข้าใจกันได้

ขามาเดินมา แต่ขากลับไม่อยากเดินกลับแล้ว (เพราะระหว่างทางฝุ่นเยอะ) จึงขอทีมทำงานที่นั่นหารถไปส่งให้หน่อย เมื่อได้รถแล้ว ก่อนขึ้นรถกลับ เนื่องจากข้าพเจ้า ประทับใจในตัวคุณ Rabin จึงขอ take photo กับเขา ก่อนแยกกันเขาก็บอกว่า tomorrow tomorrow หมายถึง เจอกันพรุ่งนี้นะ



ก่อนพักผ่อนได้ถามข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องวัดทองกับท่านถาวร ถาวโร ทำให้ทราบเพิ่มเติม เขารักษาวัดกันด้วยระบบชุมชน ผู้ที่จะเป็นสมาชิกของชุมชน ต้องทำหน้าที่ไปดูแลวัดอย่างน้อย ๑ เดือน จะบวชหรือไม่บวชก็ได้ ใครไม่ทำตามนี้ก็จะไม่ถือว่าเป็น members และจะไม่ได้รับสิทธิ์ ของชุมชนตามที่มี คนในชุมชนที่กลัวกติกานี้ ก็จะหมุนเวียนกันมาดูแลรักษาวัด แต่คนที่ไม่แคร์ กับกติกานี้ก็มี และเริ่มมีมากขึ้น



ข้าพเจ้าคิดว่า ชุมชนนี้ บางคนรักษาวัดด้วยความรักในมรดกของบรรพบุรุษ บางคนรักษาวัดด้วยความกลัวในระบบ แต่จะมีไหมนะที่รักษาวัดด้วยความเข้าใจว่านี่คือ “บุญ” ก็คงเป็นหน้าที่ของหมู่คณะเรา ที่จะให้เขาเข้าใจคำนี้


P C

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จดหมายจากเนปาล ตอน วัดทอง (Golden Temple) และ สามเณร