โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ ตอน Pattern โลก - Pattern ธรรม
จดหมายจากเนปาล
โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ
ฉบับที่ ๘
๒๗ ก.พ. ๒๕๖๒
ตอน Pattern โลก - Pattern ธรรม
ฉบับที่แล้ว ข้าพเจ้าเล่าเรื่องอินเดีย-เนปาล ถึงตอนที่ทำไม อินเดีย จึงมีบทบาท และกำกับรัฐบาล ของเนปาลได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องย้อนไปถึง ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ คือเมื่อเกือบ ๗๐ ปีที่แล้ว
ตอนนั้นเนปาลมีกษัตริย์พระนามว่า Tribhuvan Bir Bikram Shah แต่อำนาจที่แท้จริง ไม่ได้อยู่พระองค์ ไปอยู่ที่อำมาตย์ตระกูล Rana ซึ่งเรื่องราวก็คล้ายๆ กับ โจโฉ ในสามก๊ก โจโฉ ไม่ได้เป็นฮ่องเต้ แต่มีอำนาจมากกว่าฮ่องเต้ ตระกูล Rana ก็ประมาณนั้น ไม่ได้เป็นกษัตริย์ แต่มีอำนาจมากกว่ากษัตริย์
ตระกูล Nara ปกครองบ้านเมืองโดยใช้วิธีกดขี่ข่มเหงประชาชนมายาวนานถึง ๑๐๔ ปี โดยที่กษัตริย์ Tribhuvan ไม่สามารถให้ความช่วยเหลืออะไรกับประชาชนของพระองค์ได้เลย พระองค์จึงวางแผนขอความช่วยเหลือจากอินเดีย โดยลี้ภัยไปที่สถานฑูตของอินเดียก่อน จากน้ันจึงค่อยไปอินเดีย ไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอินเดียให้ช่วยยึดอำนาจจากตระกูล Nara กลับมาให้พระองค์
รัฐบาลอินเดีย มีเงื่อนไข ๓ ข้อ หากกษัตริย์ Tribhuvan ยอมตกลง ก็จะให้ความช่วยเหลือ เงื่อนไข ๓ ข้อนั้นก็คือ
ข้อที่ ๑ ให้เนปาลเปิดทุกด่าน และให้ประชาชนชาวอินเดียและเนปาล ไปมาหาสู่ ตั้งรกรากกันได้เสรี
ข้อที่ ๒ หากกษัตริย์ ของเนปาล จะเดินทางออกนอกประเทศ ต้องได้รับความยินยอม จากอินเดียก่อน
ข้อที่ ๓ เมื่อใดที่เนปาลปกครองตนเองไม่ได้ อินเดียจะมาปกครองแทน
กษัตริย์ Tribhuvan ยอมรับเงื่อนไขทั้ง ๓ ข้อนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันคือ สัญญาทาส ดีๆ นี่เอง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังดีกว่าที่จะให้ประชาชนของพระองค์ ต้องลำบากเพราะการปกครองของ ตระกูล Nara
อินเดีย จึงยกกำลังทหารเข้าประชิดชายแดน ตระกูล Nara จึงต้องหนี พร้อมกับขนสมบัติ ไปมากมาย อำนาจจึงกลับมาอยู่กับราชวงศ์กษัตริย์อีกครั้ง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ของรัฐบาลอินเดีย เรื่องราวก็เป็นฉะนี้
คราวนี้ท่านผู้อ่านคงมองออกนะ ว่าทำไมอินเดีย จึงพยายามทำอะไรหลายๆ อย่างเพื่อให้เกิดภาพว่า เนปาลปกครองตนเองไม่ได้ ก็เพราะสัญญา ข้อที่ ๓ นี่แหละ ซึ่งความจริง เรื่องทำนองนี้มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด มันเป็น pattern ประจำโลกที่มีมายาวนานแล้ว
ย้อนกลับมาดูกิจกรรมในวันนี้ของหมู่คณะเรา ในช่วงกลางวันจะแบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือส่วนอบรม กับ ส่วนเตรียมงานบวช (๑ มี.ค. ๖๒) และบิณฑบาต (๒ มี.ค. ๖๒)
ส่วนอบรมก็จะแบ่งเป็น Hardware กับ Software
Hardware จะเน้น สัปปายะ ๓ ของแรกคือ สถานที่ อาหาร บุคคล ซึ่งก็ได้แก่ทีมพระอาจารย์ผู้บริหารโครงการ พระพี่เลี้ยง
Software จะเน้นเรื่องสัปปายะ ข้อที่ ๔ ธรรมะปฏิบัติ ซึ่งได้แก่ ทีม กร. จะแนะนำธรรมทายาท ให้รู้จัก สติ กับ สบาย ซึ่งได้ผลเกินควรเกินคาด แบบน่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนเตรียมงาน ก็จะแบ่งเป็นภายใน กับ ภายนอก
ภายใน ก็ได้แก่การเตรียมสถานที่จัดงาน ซึ่ง เรามีทีมอาสาสมัครชาวเนปาล ๑๐๐ คน ที่มาจากเมืองปาฏัน มาช่วยกันเตรียมสถานที่
ภายนอก ก็ได้แก่ การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเชิญแขกผู้มีเกียรติในพื้นที่ มาร่วมงาน
พอตกกลางคืนก็ประชุมกัน ก่อนประชุม ประธานในที่ประชุมคือพระอาจารย์ถาวร ถาวโร ได้ถ่ายทอดโอวาทจากใครคนหนึ่ง ว่าขอให้ทุกรูป ทุกคน เห็นความสำคัญของดินแดนประสูติว่า พระมหาบุรุษ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าจะได้ดินแดนนี้มา ต้องใช้เวลาในการสร้างบารมี อย่างน้อย ๑ อสงไขยกับแสนกัป... แล้วจึงค่อยดำเนินการประชุม
ท่านผู้อ่าน คงจะตั้งคำถามว่า ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องสร้างบารมียาวนาน ขนาดนั้น ตอนนี้ข้าพเจ้าตอบได้แต่เพียงว่า ก็เพราะว่า pattern มันเป็นอย่างนั้น
พอพุทธศาสนาเรียวลง หมู่คณะของเราก็ต้องมาฟื้นฟู โดยเฉพาะในดินแดนประสูติ กายมหาบุรุษ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่า pattern ของหมู่คณะเรามันเป็นอย่างนั้น
แล้วอานิสงส์ของการฟื้นฟูพุทธศาสนาในดินแดนประสูติของกายมหาบุรุษ คือ อะไร ก็คือเราจะได้กายมหาบุรุษ น่ะสิ ทำไมหรือ ก็เพราะว่า pattern เหมือนกัน
ดังนั้น ใครปรารถนา pattern ของกายมหาบุรุษ ก็ไม่ควรจะพลาด จากการมีส่วนร่วมของบุญใหญ่อันนี้นะ
P C
โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ
ฉบับที่ ๘
๒๗ ก.พ. ๒๕๖๒
ตอน Pattern โลก - Pattern ธรรม
ฉบับที่แล้ว ข้าพเจ้าเล่าเรื่องอินเดีย-เนปาล ถึงตอนที่ทำไม อินเดีย จึงมีบทบาท และกำกับรัฐบาล ของเนปาลได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องย้อนไปถึง ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ คือเมื่อเกือบ ๗๐ ปีที่แล้ว
ตอนนั้นเนปาลมีกษัตริย์พระนามว่า Tribhuvan Bir Bikram Shah แต่อำนาจที่แท้จริง ไม่ได้อยู่พระองค์ ไปอยู่ที่อำมาตย์ตระกูล Rana ซึ่งเรื่องราวก็คล้ายๆ กับ โจโฉ ในสามก๊ก โจโฉ ไม่ได้เป็นฮ่องเต้ แต่มีอำนาจมากกว่าฮ่องเต้ ตระกูล Rana ก็ประมาณนั้น ไม่ได้เป็นกษัตริย์ แต่มีอำนาจมากกว่ากษัตริย์
ตระกูล Nara ปกครองบ้านเมืองโดยใช้วิธีกดขี่ข่มเหงประชาชนมายาวนานถึง ๑๐๔ ปี โดยที่กษัตริย์ Tribhuvan ไม่สามารถให้ความช่วยเหลืออะไรกับประชาชนของพระองค์ได้เลย พระองค์จึงวางแผนขอความช่วยเหลือจากอินเดีย โดยลี้ภัยไปที่สถานฑูตของอินเดียก่อน จากน้ันจึงค่อยไปอินเดีย ไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอินเดียให้ช่วยยึดอำนาจจากตระกูล Nara กลับมาให้พระองค์
รัฐบาลอินเดีย มีเงื่อนไข ๓ ข้อ หากกษัตริย์ Tribhuvan ยอมตกลง ก็จะให้ความช่วยเหลือ เงื่อนไข ๓ ข้อนั้นก็คือ
ข้อที่ ๑ ให้เนปาลเปิดทุกด่าน และให้ประชาชนชาวอินเดียและเนปาล ไปมาหาสู่ ตั้งรกรากกันได้เสรี
ข้อที่ ๒ หากกษัตริย์ ของเนปาล จะเดินทางออกนอกประเทศ ต้องได้รับความยินยอม จากอินเดียก่อน
ข้อที่ ๓ เมื่อใดที่เนปาลปกครองตนเองไม่ได้ อินเดียจะมาปกครองแทน
กษัตริย์ Tribhuvan ยอมรับเงื่อนไขทั้ง ๓ ข้อนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันคือ สัญญาทาส ดีๆ นี่เอง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังดีกว่าที่จะให้ประชาชนของพระองค์ ต้องลำบากเพราะการปกครองของ ตระกูล Nara
อินเดีย จึงยกกำลังทหารเข้าประชิดชายแดน ตระกูล Nara จึงต้องหนี พร้อมกับขนสมบัติ ไปมากมาย อำนาจจึงกลับมาอยู่กับราชวงศ์กษัตริย์อีกครั้ง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ของรัฐบาลอินเดีย เรื่องราวก็เป็นฉะนี้
คราวนี้ท่านผู้อ่านคงมองออกนะ ว่าทำไมอินเดีย จึงพยายามทำอะไรหลายๆ อย่างเพื่อให้เกิดภาพว่า เนปาลปกครองตนเองไม่ได้ ก็เพราะสัญญา ข้อที่ ๓ นี่แหละ ซึ่งความจริง เรื่องทำนองนี้มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด มันเป็น pattern ประจำโลกที่มีมายาวนานแล้ว
ย้อนกลับมาดูกิจกรรมในวันนี้ของหมู่คณะเรา ในช่วงกลางวันจะแบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือส่วนอบรม กับ ส่วนเตรียมงานบวช (๑ มี.ค. ๖๒) และบิณฑบาต (๒ มี.ค. ๖๒)
ส่วนอบรมก็จะแบ่งเป็น Hardware กับ Software
Hardware จะเน้น สัปปายะ ๓ ของแรกคือ สถานที่ อาหาร บุคคล ซึ่งก็ได้แก่ทีมพระอาจารย์ผู้บริหารโครงการ พระพี่เลี้ยง
Software จะเน้นเรื่องสัปปายะ ข้อที่ ๔ ธรรมะปฏิบัติ ซึ่งได้แก่ ทีม กร. จะแนะนำธรรมทายาท ให้รู้จัก สติ กับ สบาย ซึ่งได้ผลเกินควรเกินคาด แบบน่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนเตรียมงาน ก็จะแบ่งเป็นภายใน กับ ภายนอก
ภายใน ก็ได้แก่การเตรียมสถานที่จัดงาน ซึ่ง เรามีทีมอาสาสมัครชาวเนปาล ๑๐๐ คน ที่มาจากเมืองปาฏัน มาช่วยกันเตรียมสถานที่
ภายนอก ก็ได้แก่ การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเชิญแขกผู้มีเกียรติในพื้นที่ มาร่วมงาน
พอตกกลางคืนก็ประชุมกัน ก่อนประชุม ประธานในที่ประชุมคือพระอาจารย์ถาวร ถาวโร ได้ถ่ายทอดโอวาทจากใครคนหนึ่ง ว่าขอให้ทุกรูป ทุกคน เห็นความสำคัญของดินแดนประสูติว่า พระมหาบุรุษ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าจะได้ดินแดนนี้มา ต้องใช้เวลาในการสร้างบารมี อย่างน้อย ๑ อสงไขยกับแสนกัป... แล้วจึงค่อยดำเนินการประชุม
ท่านผู้อ่าน คงจะตั้งคำถามว่า ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องสร้างบารมียาวนาน ขนาดนั้น ตอนนี้ข้าพเจ้าตอบได้แต่เพียงว่า ก็เพราะว่า pattern มันเป็นอย่างนั้น
พอพุทธศาสนาเรียวลง หมู่คณะของเราก็ต้องมาฟื้นฟู โดยเฉพาะในดินแดนประสูติ กายมหาบุรุษ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่า pattern ของหมู่คณะเรามันเป็นอย่างนั้น
แล้วอานิสงส์ของการฟื้นฟูพุทธศาสนาในดินแดนประสูติของกายมหาบุรุษ คือ อะไร ก็คือเราจะได้กายมหาบุรุษ น่ะสิ ทำไมหรือ ก็เพราะว่า pattern เหมือนกัน
ดังนั้น ใครปรารถนา pattern ของกายมหาบุรุษ ก็ไม่ควรจะพลาด จากการมีส่วนร่วมของบุญใหญ่อันนี้นะ
P C



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น