โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ ตอน PULCHOWK CAMPUS
จดหมายจากเนปาล
โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ
ฉบับที่ ๓
๒๒ ก.พ. ๒๕๖๒
ตอน PULCHOWK CAMPUS
Pulchowk Campus คือสถานที่ ที่สำหรับใช้เป็นที่พักและที่อบรมของผู้เข้าโครงการ บรรพชาฯ ห่างจาก วัด Aksheswar Mahavihar ที่ข้าพเจ้าพักอยู่ประมาณ 1 กิโลเมตร
ข้าพเจ้ารู้สึกอยากไปดู จึงขอให้ตัวแทนของทีมงานอบรม ซึ่ง ประกอบไปด้วย พระศิริมงคล สิริมงฺคโล , พระถวัลย์ จตฺตมโล , พระประพันธ์ ภทฺทกิจฺโจ , พระปฐมศร ปีติสโร ช่วยนำพาไปหน่อย ระยะทางใกล้ๆ แค่กิโลเมตรเดียวเดินไปก็ได้
เดินทางออกจากที่พักประมาณ 13.30 น. เส้นทางต้องผ่านตัวเมืองที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่อง ฝุ่น ข้าพเจ้าจึงต้องใส่หน้ากากกันฝุ่น (ซึ่งปกติอยู่เมืองไทยจะไม่ใส่ ยกเว้นเมื่อคราวถูกปิดล้อม) ซึ่งข้าพเจ้าก็พบว่าฝุ่นเยอะสมดังคำล่ำลือจริงๆ คิดว่าน่าจะมากกว่าเมืองไทยซะอีก มิน่าล่ะ เมื่อข้าพเจ้าถึงสนามบิน สิ่งแรกที่ข้าพเจ้าได้รับจากผู้ที่ต้อนรับก็คือ “หน้ากากกันฝุ่น”
เมื่อเดินทางไปถึงหน้าประตูทางเข้า ท่านประพันธ์ ภทฺทกิจฺโจ ก็คว้าข้อมือของยาม คนหนึ่งให้ข้าพเจ้าดู ในข้อมือมีสายสิญจ์เชือก ๗ สีมงคล ผูกอยู่ ท่านบอกกับผมประมาณว่า สร้างสัมพันธไมตรีไว้เรียบร้อยแล้ว
สถานที่พักค้างเป็นสนามกีฬา ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีอาคาร ไม่มีห้องน้ำ หมู่คณะของเรา ต้องไปเตรียมงานทำให้มันเกิดขึ้น ผู้ที่รับบุญโดยตรงคือ พระวนบดี เขมิโก มีตำแหน่งเป็น หัวหน้าบุญสถานของโครงการฯ ท่านบอกว่าท่านเป็นบุญสถานแบบนี้มาหลายประเทศแล้ว ประเทศนี้หนักที่สุด เพราะต้องใช้ความทรหด เป็นอย่างมาก ทำงานท่ามกลางแดดร้อน ลมหนาว ฝุ่นเยอะ ผู้ช่วยน้อย ข้าพเจ้ารู้สึกนับถือความวิริยะอุตสาหะของท่านนัก
ทีมที่ไปด้วยกัน นั่งประชุมถึงแนวทางการทำงานกันอยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็เดินทางกลับ ไปคุยกันต่อที่วัด Aksheswar Mahavihar เดินไปเดินมากว่า 2 กิโลเมตร เล่นเอาเหงื่อซึมเลย พอกลับถึงที่พักก็ถือโอกาสนี้สรงน้ำทันที่ (2 วันที่ผ่านแค่เช็ดตัวเพราะอากาศหนาวมาก) แม้น้ำจะเย็น(จัด) อากาศจะหนาว ก็ทนเอาหน่อย แต่พอสรงเสร็จก็รู้สึกสบายตัวอย่างมาก
หลังสรงน้ำ ก็เริ่มประชุมกันอีกครั้ง เพื่อให้ภาพในใจตรงกัน เพราะแต่ละท่านก็มาจาก คนละที่แล้วมารวมกันทำงาน โดยเฉพาะระบบการบริหารจัดการดูแลคน ซึ่งปกติเราจะใช้ระบบ ให้มีพระพี่เลี้ยงประจำกลุ่ม แต่ที่นี่เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราพระพี่เลี้ยงเราไม่มากพอ อีกอย่างการสื่อสารก็คนละภาษา เราจึงต้องเอาระบบลูกเสือมาใช้ มีหัวหน้าหมู่ หัวหน้ากอง ให้เขาดูแลกันเอง จะเรียกว่าเป็นการปฏิรูประบบการอบรมใหม่ก็ว่าได้
พอตกค่ำเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม ก็ประชุมใหญ่ประจำวัน แต่ละส่วนงานก็ออกมา Present ความคืบหน้าของการทำงาน ส่วนงานที่ Present ยาวนานที่สุด คือ กิจกรรมแห่นาคในตัวเมือง ในวันที่ 25 ก.พ. 62 เพราะมีหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพุทธ เจ้าภาพ นาค ผู้ปกครอง ฯลฯ มีรายละเอียดที่ต้องถกและทำความเข้าใจกันมากมาย
ช่วงท้ายใกล้ปิดการประชุม ข้าพเจ้าเสนอให้ทีมพระติวเตอร์ทั้ง ๑๙ องค์ ไปสังเกตการณ์ พื้นที่พักและที่อบรม รวมทั้งสังเกตผู้ที่จะเข้าบรรพชาด้วย เพราะนี่คือหัวใจหลักของโครงการฯ แม้ทางโครงการฯ จะมีหลักสูตรไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ปรับเปลี่ยนได้ หากการปรับเปลี่ยนนั้น ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมหรือบรรพชา มีประสบการณ์ภายในที่ดีตามนโยบายของใครคนหนึ่ง
ที่เขียนเล่ามา เป็นเพียงฝุ่นธุลีของการทำงานทั้งหมด ทุกส่วนงาน เรียกว่าเอาชีวิต เป็นเดิมพัน ทุกรูปทุกคนมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวอย่างไม่ยอมท้อถอย แต่เสบียงที่สนับสนุน ยังรู้สึกตุ๊มๆ ต่ำๆ ก็หวังว่าผู้ที่อ่านจดหมายฉบับนี้ จะช่วยกันส่งเสบียงสนับสนุน และมีส่วนร่วม แห่งความสำเร็จในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ไปด้วยกัน
P C
โครงการบรรพชา ๑,๑๑๙ รูป ณ ดินแดนพุทธภูมิ
ฉบับที่ ๓
๒๒ ก.พ. ๒๕๖๒
ตอน PULCHOWK CAMPUS
Pulchowk Campus คือสถานที่ ที่สำหรับใช้เป็นที่พักและที่อบรมของผู้เข้าโครงการ บรรพชาฯ ห่างจาก วัด Aksheswar Mahavihar ที่ข้าพเจ้าพักอยู่ประมาณ 1 กิโลเมตร
ข้าพเจ้ารู้สึกอยากไปดู จึงขอให้ตัวแทนของทีมงานอบรม ซึ่ง ประกอบไปด้วย พระศิริมงคล สิริมงฺคโล , พระถวัลย์ จตฺตมโล , พระประพันธ์ ภทฺทกิจฺโจ , พระปฐมศร ปีติสโร ช่วยนำพาไปหน่อย ระยะทางใกล้ๆ แค่กิโลเมตรเดียวเดินไปก็ได้
เดินทางออกจากที่พักประมาณ 13.30 น. เส้นทางต้องผ่านตัวเมืองที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่อง ฝุ่น ข้าพเจ้าจึงต้องใส่หน้ากากกันฝุ่น (ซึ่งปกติอยู่เมืองไทยจะไม่ใส่ ยกเว้นเมื่อคราวถูกปิดล้อม) ซึ่งข้าพเจ้าก็พบว่าฝุ่นเยอะสมดังคำล่ำลือจริงๆ คิดว่าน่าจะมากกว่าเมืองไทยซะอีก มิน่าล่ะ เมื่อข้าพเจ้าถึงสนามบิน สิ่งแรกที่ข้าพเจ้าได้รับจากผู้ที่ต้อนรับก็คือ “หน้ากากกันฝุ่น”
เมื่อเดินทางไปถึงหน้าประตูทางเข้า ท่านประพันธ์ ภทฺทกิจฺโจ ก็คว้าข้อมือของยาม คนหนึ่งให้ข้าพเจ้าดู ในข้อมือมีสายสิญจ์เชือก ๗ สีมงคล ผูกอยู่ ท่านบอกกับผมประมาณว่า สร้างสัมพันธไมตรีไว้เรียบร้อยแล้ว
สถานที่พักค้างเป็นสนามกีฬา ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีอาคาร ไม่มีห้องน้ำ หมู่คณะของเรา ต้องไปเตรียมงานทำให้มันเกิดขึ้น ผู้ที่รับบุญโดยตรงคือ พระวนบดี เขมิโก มีตำแหน่งเป็น หัวหน้าบุญสถานของโครงการฯ ท่านบอกว่าท่านเป็นบุญสถานแบบนี้มาหลายประเทศแล้ว ประเทศนี้หนักที่สุด เพราะต้องใช้ความทรหด เป็นอย่างมาก ทำงานท่ามกลางแดดร้อน ลมหนาว ฝุ่นเยอะ ผู้ช่วยน้อย ข้าพเจ้ารู้สึกนับถือความวิริยะอุตสาหะของท่านนัก
ทีมที่ไปด้วยกัน นั่งประชุมถึงแนวทางการทำงานกันอยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็เดินทางกลับ ไปคุยกันต่อที่วัด Aksheswar Mahavihar เดินไปเดินมากว่า 2 กิโลเมตร เล่นเอาเหงื่อซึมเลย พอกลับถึงที่พักก็ถือโอกาสนี้สรงน้ำทันที่ (2 วันที่ผ่านแค่เช็ดตัวเพราะอากาศหนาวมาก) แม้น้ำจะเย็น(จัด) อากาศจะหนาว ก็ทนเอาหน่อย แต่พอสรงเสร็จก็รู้สึกสบายตัวอย่างมาก
หลังสรงน้ำ ก็เริ่มประชุมกันอีกครั้ง เพื่อให้ภาพในใจตรงกัน เพราะแต่ละท่านก็มาจาก คนละที่แล้วมารวมกันทำงาน โดยเฉพาะระบบการบริหารจัดการดูแลคน ซึ่งปกติเราจะใช้ระบบ ให้มีพระพี่เลี้ยงประจำกลุ่ม แต่ที่นี่เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราพระพี่เลี้ยงเราไม่มากพอ อีกอย่างการสื่อสารก็คนละภาษา เราจึงต้องเอาระบบลูกเสือมาใช้ มีหัวหน้าหมู่ หัวหน้ากอง ให้เขาดูแลกันเอง จะเรียกว่าเป็นการปฏิรูประบบการอบรมใหม่ก็ว่าได้
พอตกค่ำเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม ก็ประชุมใหญ่ประจำวัน แต่ละส่วนงานก็ออกมา Present ความคืบหน้าของการทำงาน ส่วนงานที่ Present ยาวนานที่สุด คือ กิจกรรมแห่นาคในตัวเมือง ในวันที่ 25 ก.พ. 62 เพราะมีหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพุทธ เจ้าภาพ นาค ผู้ปกครอง ฯลฯ มีรายละเอียดที่ต้องถกและทำความเข้าใจกันมากมาย
ช่วงท้ายใกล้ปิดการประชุม ข้าพเจ้าเสนอให้ทีมพระติวเตอร์ทั้ง ๑๙ องค์ ไปสังเกตการณ์ พื้นที่พักและที่อบรม รวมทั้งสังเกตผู้ที่จะเข้าบรรพชาด้วย เพราะนี่คือหัวใจหลักของโครงการฯ แม้ทางโครงการฯ จะมีหลักสูตรไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ปรับเปลี่ยนได้ หากการปรับเปลี่ยนนั้น ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมหรือบรรพชา มีประสบการณ์ภายในที่ดีตามนโยบายของใครคนหนึ่ง
ที่เขียนเล่ามา เป็นเพียงฝุ่นธุลีของการทำงานทั้งหมด ทุกส่วนงาน เรียกว่าเอาชีวิต เป็นเดิมพัน ทุกรูปทุกคนมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวอย่างไม่ยอมท้อถอย แต่เสบียงที่สนับสนุน ยังรู้สึกตุ๊มๆ ต่ำๆ ก็หวังว่าผู้ที่อ่านจดหมายฉบับนี้ จะช่วยกันส่งเสบียงสนับสนุน และมีส่วนร่วม แห่งความสำเร็จในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ไปด้วยกัน
P C








ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น